กรมส่งเสริมวัฒนธรรมกับบทบาท “การสร้างเนื้อหาสาระ” พา “วัฒนธรรมของชาติ” สู่ “วัฒนธรรมของมนุษยชาติ”

huatakhe

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวตลาดบกสืบสานวัฒนธรรมไทย ที่ “ตลาดเก่าหัวตะเข้” เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นตลาดสุดท้ายในโครงการ 10 ตลาดบก 6 ตลาดน้ำ สืบสานวัฒนธรรมไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมีคุณโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นประธานในพิธี

ติดตามการเปิดโครงการ 10 ตลาดบก 6 ตลาดน้ำ มาตั้งแต่แรก เพราะชอบวัฒนธรรมและชุมชนเป็นทุนเดิม แต่ก็ได้ไปร่วมพิธีเปิดตลาดบกแค่ในเขตกรุงเทพฯ 2 ตลาด คือ ตลาดคลองบางหลวงกับตลาดหัวตะเข้ เพราะเราเน้นการท่องเที่ยวในเขตกรุงเทพฯ เป็นหลัก ส่วนตลาดอื่นๆ ที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วประเทศคิดว่าจะตามไปเที่ยวให้ครบสักครั้งในอนาคต

ความเป็นมาของการคัดเลือก 10 ตลาดบก เกิดจากการปรับบทบาทของกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งมุ่งขับเคลื่อนงานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมเป็นหลักมาสู่กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ดำเนินโครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม “การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชนและอัตลักษณ์ไทย สู่เส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม” คัดเลือกตลาดบกและตลาดน้ำที่มีศักยภาพและความพร้อม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม พร้อมสนับสนุนขยายช่องทางการตลาด ประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ให้ตลาดบกเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจชุมชนเกิดความยั่งยืน

สวธ. ได้ดำเนินโครงการด้วยการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนให้พร้อมต่อการบริหารจัดการชุมชนและบริหารจัดการมรดกภูมิปัญญาที่มีอยู่ นำเสนออัตลักษณ์ของชุมชนให้สอดรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยว และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของการท่องเที่ยวโดยชุมชนและองค์กรเครือข่าย ในการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การบริการ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการองค์กร และแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน ตามความเหมาะสมของบริบทพื้นที่

–กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม–

การเข้าร่วมพิธีเปิดตลาดบก 2 แห่งในกรุงเทพฯ คือ ตลาดคลองบางหลวงและตลาดหัวตะเข้ มีความประทับใจคล้ายๆ กัน ทั้งความเป็นชุมชนเก่าแก่ริมคลอง การผสานศิลปะเข้ามาเป็นกิจกรรมในการท่องเที่ยวชุมชน และการคงเอกลักษณ์บ้านเรือนไม้โบราณ แต่ที่ประทับใจมากกว่าพิธีเปิดตลาดบกที่อื่น (ที่ติดตามในสื่อเสียเป็นส่วนใหญ่) และถือว่าเป็นการเปิดตลาดสุดท้ายของโครงการฯ ได้ดีทีเดียว ก็คือคำกล่าวเปิดตลาดของอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คุณโกวิท ผกามาศ ที่กล่าวออกมาจากความรู้สึกและความรู้แท้จริงของท่านเอง พูดง่ายๆ คือ ไม่ได้พูดตามโพย แต่กลับทำให้เข้าใจและเห็นความตั้งใจในการทำงานของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี

คุณโกวิทเริ่มต้นด้วยการแสดงความเข้าใจความเหนื่อยยากในการทำงานและให้กำลังใจทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะช่วงหลังสถานการณ์โควิด การดำเนินการพัฒนาตลาดหรือแหล่งท่องเที่ยวทุกที่ ต่างก็มุ่งหวังที่จะสร้างเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เช่น ตลาดอัมพวา ตลาดนัดหลวงปู่ทวด ที่คุณโกวิทได้ไปพูดคุยมานั้น ต่างก็พูดเหมือนกันว่า กว่าจะประสบความสำเร็จมาจนวันนี้ ก็ต่อสู้มาอย่างยาวนาน ในระยะเริ่มต้นเหนื่อยและหนักมาก เหนื่อยยากแสนสาหัส คุณโกวิทจึงอยากให้กำลังใจคนทำงานทุกคน

“ท้ายที่สุดผลผลิตจะตกที่ชาวบ้านหรือว่าผู้ประกอบการในท้องถิ่น มีรายได้จากการค้าขาย ก็ขอชื่นชมและให้กำลังใจ”

แต่ที่อยากมาเล่าให้ฟัง คือ บทบาทของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมในการสร้างเนื้อหาสาระ (content) ที่จะพาวัฒนธรรมไทยก้าวไปสู่วัฒนธรรมโลก โดยคุณโกวิทได้พูดถึงเรื่องสงกรานต์ของประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ลำดับที่ 4, มรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมรายการต่อไป และความเป็นมาของคำว่า “มรดกโลก” กับ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้”

หลังจากที่ยูเนสโกได้รับรองให้ประเพณีสงกรานต์ของประเทศไทยเป็นมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติในลำดับที่ 4 โดยผ่านการรับรองจากที่ประชุมใหญ่ของยูเนสโกเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566 และยูเนสโกก็ได้ส่งใบ certificate รับรองประเพณีสงกรานต์มาให้ที่ประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น สงกรานต์ในปีนี้จึงมีความมุ่งหมายที่จะทำให้ยิ่งใหญ่ ให้เป็น 1 ใน 10 จุดหมายระดับโลกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะต้องปักหมุดหมายว่าจะต้องมาเที่ยวงานสงกรานต์ในประเทศไทยสักครั้งหนึ่งในชีวิต

มีการพูดคุยกันในระหว่างผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ว่าทาง ททท.เชี่ยวชาญ ถนัด มีกลยุทธ์ในเชิงทางการตลาด ทางการจัดกิจกรรม (จัดอีเว้นท์) ก็ดำเนินการจัดอีเว้นท์ ส่วนกระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะทำเรื่องเนื้อหาสาระ (content) มีพื้นที่ดำเนินการ 126 พื้นที่ มาจาก 76 จังหวัด + 50 เขตใน กทม. ซึ่งแต่ละพื้นที่จะทำเนื้อหาสาระของประเพณีสงกรานต์ออกมาอย่างไรก็ได้ตามที่ตนเองถนัด ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกิจกรรม องค์ความรู้ หรือศิลปะการแสดงก็ได้

ลองคิดกันดูว่าสงกรานต์ที่จะถึงนี้ แต่ละพื้นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเยือนด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างไรให้เขากลับไปแล้วเขาประทับใจ เขามาเล่นน้ำสาดน้ำก็เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าเนื้อหาสาระก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะได้กลับไปด้วย ของดีๆ ของลาดกระบังที่เรามาโชว์ในวันนี้ เราจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวได้รับกลับไป หรือว่าอย่างอื่นที่นอกเหนือจากวันนี้ อย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องฝากชาวลาดกระบัง

งานกิจกรรมเทศกาลงานประเพณีของทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มองในเรื่องของคุณค่าสาระที่จะเผยแพร่

นอกจากนี้ คุณโกวิทยังพูดถึงข้อเท็จจริงที่พบเกี่ยวกับสงกรานต์ 2 เรื่อง คือ

  1. เพลงสงกรานต์ไม่มีภาษาต่างประเทศเลย ก่อนที่อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะไปนำเสนอให้ประเพณีสงกรานต์เป็นมรดกทางภูมิปัญญาฯ ที่ประเทศบอตสวานา ได้หาเพลงสงกรานต์ที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่มี จำเป็นต้องใช้เพลงภาษาไทยที่มีอยู่ แต่เนื่องจากจังหวะของเพลงสนุกสนาน ทางต่างประเทศก็เลยเข้าใจ พอกลับมาเมืองไทยก็ได้ขออนุญาตทางเจ้าของลิขสิทธิ์ คือให้เกียรติกับทางวงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งก็ให้ลิขสิทธิ์การแปลงบทเพลงสงกรานต์จากภาษาไทยมาเป็นภาษาอังกฤษมา ซึ่งขณะนี้คณะทำงานกำลังดำเนินการอยู่ คาดว่าจะเปิดตัวได้ก่อนสงกรานต์นี้ แล้วคณะทำงานก็มีแนวความคิดจะทำเป็นภาษาฝรั่งเศส ภาษาสเปน ภาษาจีน ภาษาอินเดีย ฯลฯ ซึ่งตอนนี้ภาษาเยอรมันทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
  2. ถ้าถามเด็กรุ่นใหม่ว่า “ราศีของคนอยู่ที่ไหน” เด็กก็ไม่รู้แล้ว เพราะผู้ใหญ่ไม่ได้บอกเขา ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจึงคิดจะทำเรื่อง “ตำนานนางสงกรานต์” กลับขึ้นมาใหม่ จะเห็นว่าใน 126 พื้นที่ ความเชื่อเรื่องสงกรานต์อาจจะแตกต่างกันไป เชียงใหม่ก็เชื่อว่าวันที่ 13 เป็นวันสงกรานต์ วันที่ 14 เป็นวันเนาเป็นวันไม่ดีก็จะไม่ทำเรื่องมงคล พอวันที่ 15 เป็นวันมหาสงกรานต์วันยิ่งใหญ่ วันที่ 16 เป็นวันเถลิงศก วันขึ้นปีใหม่ ในขณะที่นครศรีธรรมราชบอกว่าวันที่ 13 เป็นวันส่งเจ้าเมืองเก่า วันที่ 14 เป็นวันต้อนรับเจ้าเมืองใหม่ รื่นเริงได้เต็มที่ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความเชื่อร่วมกันของคนไทยคือ ตำนานนางสงกรานต์ เราเชื่อเรื่องเดียวกันทั้งประเทศว่าธรรมบาลกุมารกับท้าวกบิลพรหมท้าทายปัญหากันเรื่องราศีของคนอยู่ที่ไหน จนวันสุดท้ายไปได้ยินนกกระจิบบอกว่าพรุ่งนี้จะได้มีการตัดคอ แล้วท้าวกบิลพรหมโดนตัดเศียร เศียรท่านจะตกถึงพื้นไม่ได้ เพราะจะทำให้ไฟไหม้โลก จึงต้องมีธิดาทั้ง 7 คน มาเชิญเศียรของท้าวกบิลพรหม ธิดาทั้ง 7 ก็ 7 วัน 7 คน

    ปีนี้เป็นปีพิเศษที่จะเฉลิมฉลองที่ยูเนสโกให้ประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทยเป็นมรดกทางภูมิปัญญาฯ ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจึงจะทำตำนานนางสงกรานต์และแปลเป็นภาษาอังกฤษเผยแพร่ไปด้วย โดยได้มีการประสานงานพูดคุยกันกับคุณแอนโทเนีย โพซิ้ว รองรางงามจักรวาลอันดับ 1 ให้มาเป็นนางสงกรานต์ชื่อ “มโหธรเทวี” ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา

ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) เป็นรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ลำดับที่ 4 เมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยมี 3 อันดับแรกที่ได้ขึ้นทะเบียนมาก่อน ได้แก่

ลำดับที่ 1 “โขน” (Khon, masked dance drama in Thailand) ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ลำดับที่ 2 “นวดไทย” (Nuad Thai, traditional Thai massage) ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ลำดับที่ 3 “โนรา” (Nora, Dance Drama in Southern Thailand) ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564

จะเกิดเรื่องสำคัญขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง คือจะมีรายการต้มยำกุ้ง เป็นรายการมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติลำดับที่ 5 โดยยูเนสโกส่งหนังสือมาให้แล้วว่าจะพิจารณารับรอง มีการบรรจุในวาระการประชุมของยูเนสโกเป็นที่เรียบร้อย และจะมีคณะกรรมการจาก 12 ชาติเป็นผู้พิจารณา สิ่งที่จะตามมาคือประโยชน์ที่ลงไปสู่ผู้ประกอบการ ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และผู้เลี้ยงกุ้ง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดพิธีบวงสรวงสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) “พระบิดาแห่งมวยไทย”
นักเรียนมวยชาวไทย-ต่างขาติ ร่วมพิธีไหว้ครูร่ายรำมวยไทย สืบสานศิลปะภูมิปัญญาประจำชาติ
(ภาพจากเพจกรมส่งเสริมวัฒนธรรม)

หลังจากนั้นก็มีอยู่ 4-5 รายการที่จะนำเสนอต่อไป คือ ผ้าขาวม้า ซึ่งขณะนี้เอกสารไปอยู่ที่ยูเนสโกเรียบร้อยแล้ว และมีอีก 3 เรื่องที่กำลังศึกษาเพื่อเสนอต่อยูเนสโกอีกก็คือ

  1. ชุดพระราชนิยม ผู้ชายมี 3 แบบ แบบแขนสั้น (กึ่งทางการ ไม่เป็นทางการเท่าไร) แบบแขนยาว (เป็นทางการ) และแบบแขนยาวมีผ้าคาดเอว (เป็นชุดใหญ่ของผู้ชาย) ส่วนของผู้หญิงคือ ชุดพระราชทาน 8 แบบ (ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ชุดไทยจักรพรรดิ ชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย)
  2. มวยไทย ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติไทย ตอนนี้ศึกษาข้อมูลประมาณ 90% แล้ว
  3. ประเพณีลอยกระทง รัฐบาลตั้งเป้าอยู่ 2 ประเพณีที่เป็นระดับ big event  ช่วงหน้าร้อนคือสงกรานต์ ช่วงหน้าหนาวคือลอยกระทง จะให้เป็นหมุดหมาย world class destination ของประเทศไทย นักท่องเที่ยวจะต้องเข้ามาเยือนแล้วจับจ่ายใช้สอย ทางด้านเศษฐกิจในประเทศไทย ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมบอกว่า มาจับจ่ายใช้สอยไม่พอ มารื่นเริงในงานเทศกาลไม่พอ คุณจะต้องรู้คุณค่าสาระของประเพณีต่างๆ เหล่านั้นกลับไปด้วย

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมดำเนินการเรื่องวัฒนธรรม วิถีชีวิต อาหารการกิน ให้แปลงเป็นเศรษฐกิจ ในระดับมหาภาคก็มียูเนสโกรองรับ แต่ถ้าเรื่องที่ไม่ถึงยูเนสโกก็ทำเป็นระดับชาติของเรา เช่นเพิ่งขึ้นทะเบียนข้าวหมูแดงนครปฐม เป็นรายการภูมิปัญญาประจำจังหวัด เป็นต้น

นอกจากคุณโกวิทจะพูดถึงบทบาทการทำงานของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมทั้งในระดับโลกและระดับชาติแล้ว ก็ยังเล่าถึงความเป็นมาของคำว่า “มรดกโลก” และ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ให้กับผู้ร่วมงานพิธีเปิดตลาดหัวตะเข้ได้เข้าใจด้วย โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา เพื่อให้ตระหนักถึงรากฐานความเป็นมาและความสำคัญที่แท้จริงของมรดกที่ถูกรักษาไว้ให้คนรุ่นต่อไป

คำว่า มรดกโลก เริ่มต้นจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง หลายสิ่งหลายอย่างย่อยยับจากการทิ้งระเบิด มรดกโบราณสถานไม่เหลือ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยูเนสโกที่เขาจะปกปักรักษาสิ่งพวกนี้ เพราะฉะนั้นอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกจะมาก่อนสักประมาณ 70 ปีที่แล้ว เพื่อต้องการรักษาพื้นที่มรดก เช่น สุโขทัย อยุธยา พิมาย ว่าต่อไปสงครามไม่มีสิทธิมาทำลายล้าง เพราะเป็นมรดกที่แต่ละประเทศสร้างขึ้นมา

ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นอนุสัญญาตั้งแต่ตอนโน้น แล้วก็ได้มรดกโลกมา 4 แห่ง คือ อยุธยา สุโขทัย บ้านเชียง และศรีเทพ ปีหน้าก็จะเสนอภูพระบาท ให้รักษาเอาไว้ ไม่มีใครมาทำลายได้ ระเบิดจะมาลงไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือคำว่ามรดกโลก ซึ่งถ้าเกี่ยวกับอุทยาน ก็จะมีแก่งกระจาน เขาใหญ่ เป็นต้น โดยมีกรมศิลปากรกับกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแล นี่คืออนุสัญญามรดกโลก

พอผ่านไป 30 ปี หลังจากอนุสัญญามรดกโลกเกิดขึ้น ก็มีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage : ICH) ก็คือ เสื้อผ้าหน้าผม อาหารการกิน เทศกาล ประเพณี พิธีกรรม พิธีการต่างๆ เป็นต้น ปัจจุบันมี 180 ประเทศที่เป็นสมาชิก มีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นภาคีอนุสัญญาในยูเนสโก อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นผู้ลงนามว่าจะพิจารณารายการไหนขึ้นเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งที่ผ่านมาทำสำเร็จ 4 รายการ ดังที่กล่าวไปข้างต้น คือ โขน นวดไทย โนรา และประเพณีสงกรานต์ รายการที่ 5 คือ ต้มยำกุ้ง แล้วก็มีรายการร่วม คือ ชุดแต่งกายเคบายา (Kebaya) ที่จะขึ้นพร้อมกับต้มยำกุ้ง

เคบายาก็คือชุดบะบ๋ายะหยาของทางฝั่งอันดามัน เนื่องจากทางสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรู่ไน มาชวนเราขึ้นเคบาย่าร่วม ก็จะเป็นชุดแต่งกายร่วมของประเทศแถบอันดามัน

อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมปิดท้ายด้วยการเน้นย้ำให้ชุมชนเตรียมพร้อมเรื่องประเพณีสงกรานต์ให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว และส่งกำลังใจให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ผนึกกำลังกันเพื่อพัฒนาตลาดชุมชนให้เข็มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ขอส่งกำลังใจให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมในการทำหน้าที่สร้างเนื้อหาสาระที่จะพาวัฒนธรรมของชาติไปสู่วัฒนธรรมของมนุษยชาติ ให้คนไทยและคนทั่วโลกเห็นคุณค่าวัฒนธรรมของตนและคนอื่น เชื่อว่าวัฒนธรรมที่ดีงามย่อมนำชีวิตพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีงามอย่างแน่นอน

Junsorn
Junsorn
Articles: 7