มงกุฎเพชร

อ่านหนังสือด้วยกัน โดย ชมัยภร บางคมบาง

ชื่อหนังสือ มงกุฎเพชร
ประเภท รวมบทกวี
ผู้เขียน สถาบันกวีนิพนธ์ไทย

สถาบันกวีนิพนธ์ไทย เคยจัดพิมพ์รวมบทกวี “ตระกูลมงกุฎ”มาแล้ว ๗ เล่มมงกุฎ อันได้แก่ มงกุฎกวี มงกุฎรัก มงกุฎแก้ว มงกุฎฟ้า มงกุฎเมือง มงกุฎกาญจน์ และมงกุฎกวี แปดทศวรรษ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และเล่มล่าสุดนี้เป็นเล่มที่ ๘ ชื่อว่า มงกุฎเพชร (ไม่น่าเชื่อว่ายังเหลืออัญมณีทรงค่าให้ตั้งชื่อได้อีก) ผลงานทุกเล่มเป็นการขอผลงานของกวีร่วมสมัยคนละ ๑-๒ ชิ้นมารวมไว้ด้วยกัน การรวมก็คงใช้เงินการบริจาคของกรรมการที่มีหรือจะไปขอสปอนเซอร์ก็ไม่อาจทราบได้ แต่น่าสนใจว่า นี่คือการพยายามทำงานของสถาบันกวีนิพนธ์ไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนรักกวีนิพนธ์ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก (คิดถึงพี่นิภา บางยี่ขัน จับใจ)

เมื่อได้เล่มใหม่นี้มา ข้าพเจ้าพลิกดูและย้อนนึกไปถึงสมัยเด็กๆ ที่ได้อ่านรวมกลอนของพี่ ๆ ในจุฬาฯ มันให้ความรู้สึกพึงพอใจที่ได้อ่าน และสัมผัสได้ด้วยว่า คนที่ได้รับการรวมเล่มก็ย่อมมีความพึงใจ แต่เมื่อพลิกไปพลิกมา ข้าพเจ้าก็ว่ามันอ่านยาก มันเป็นการรวมกันเฉย ๆ มันควรจะทำให้เห็นภาพรวมที่มี “เส้นความคิด”และ “เส้นทางเดิน” ของสถาบันกวีนิพนธ์มากกว่านี้ ดังนั้น จึงขอเสนอแนะ

๑.ทุกเล่มก่อนรวมควรมีเส้นความคิดที่ชัดเจน หรืออีกนัยหนึ่ง สถาบันเองต้องวางแผนว่าจะรวมงานแบบนี้กี่เล่ม ด้วยจุดประสงค์อะไร และรวมงานแต่ละเล่มนั้นมี “สาร” อะไรที่จะนำเสนอต่อสังคม (ดูยุ่งยากมาก แต่คิดไว้ได้นี่คะ)

๒.การรวมเล่มตามข้อ ๑ อาจทำไม่สำเร็จ เพราะกวีก็ยังส่งงานตามใจชอบ แน่นอน กรณีนี้ก็ยังทำได้อีก โดยนำงานนั้นมาจัดเนื้อหาเป็นหมวด ๆ ซึ่งก็จะได้เส้นสังคมไปโดยอัตโนมัติ (คราวนี้ก็จะได้มงกุฎนิล/มงกุฎพลอย/มงกุฎมณี/มงกุฎ ฯลฯ) การแบ่งผลงานตามเนื้อหาของแต่ละชิ้น จะช่วยให้คนอ่าน อ่านง่ายและสนใจ

๓.กรณีข้อ ๒ อาจจัดไม่ได้อีก เพราะกวีก็เขียนมาไม่เข้าพวกกันซักที เราก็อาจจะจัดตามตัวกวีก็ได้ เช่น กวีรุ่นเด็ก กวีรุ่นใหญ่ กวีรุ่นกลาง กวีรุ่น ฯลฯ

๔.ถ้าข้อ ๓ ก็ยังจัดไม่ได้อีก คราวนี้ข้าพเจ้าว่าเรียงตามตัวอักษรผู้เขียนเลยดีไหม อย่างน้อยอยากอ่านผลงานใครก็ได้เปิดถูก แต่ชื่อบทเรียงยังไงก็ไม่เวิร์ค เพราะไม่รู้ว่าใครเขียนบทไหน

ข้าพเจ้ามิได้ว่าอะไรคุณสุธี (บรรณาธิการ) นะคะ เพียงแต่อยากเสนอแนะ เพราะเหนื่อยเวลาอ่าน และหากเป็นการสนับสนุนและเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังรู้จักก็น่าจะมีการแนะนำคนเขียนสักหน่อย บางท่านใช้นามปากกา อาทิ ลาวแพน ก็ควรจะบอกสักหน่อยว่าท่านเป็นใคร รุ่นไหน หรือว่าท่านไม่ให้บอกกระมัง เป็นต้น การแนะนำกวีเป็นหลักฐานที่จะยืนยงต่อไปในอนาคต น้อง ๆ รุ่นหลังมาอ่านเข้าก็จะได้รับรู้

เปิดอ่านไปอ่านมา ข้าพเจ้าชอบ ดวงใจ บัณฑิตศิละศักดิ์ (นามสกุลคุ้นไหมเล่า)

ข้าวต้มตามใจไม่เรื่องมาก
หอมกรุ่นจากกระเทียมเจียวที่เราใส่
หอมผักชีหอมคึ่นฉ่ายหอมพริกไทย
ขอหอมแก้มแม่ครัวได้ถ้าหมดชาม

(ข้าวต้มตามใจ)

น่ารักซะไม่มี

แต่ขลัง ๆ เข้าใจโลก จะชอบหงส์ไฟ ของมะเนาะ ยูเด็น

ห้าร้อยปีหงส์ไฟวัยลับล่วง
รองรังรวงรวยรินหอมกลิ่นกรุ่น
พอแสงทองต้องร่างสร้างกองกุณฑ์
ไหม้เป็นจุณฝุ่นสร้างหงส์ร่างเดิม

(หงส์ไฟ)

ที่ทันการณ์ทันสมัยก็จะเป็น ทิน ละออ

กาลกระดาษขาดนิยามคำสำคัญ
ขอบเขตพลันกระชับปรับพื้นที่
ออนไลน์บุกรุกแบ่งแย่งเวที
ไฟสุรีย์ดิจิทัลท่านร้อนแรง

(นัยหวังสว่างรอ)

มีความหวังแบบสูงสุด ก็จะเป็นของศิวกานท์ ปทุมสูติ

จึงวาดฝันวันหนึ่งเวิ้งบึงน้ำ
บุปผาอารยธรรมจะฉ่ำฉาย
โกมุทผุดแต่ตมใต้หล่มทราย
พรรณรายเหนือธารอันขุ่นโคลน

(เหนือธารอันขุ่นโคลน)

และท้ายสุด ขอปิดท้ายด้วยกลอนเรียบง่ายน่ารัก ของสายพร แจ่มขำ

เป็นพระเดชพระคุณเป็นบุญท้อง
ทั้งข้าวกล้องหอมมะลิและเสาไห้
เรายืนชีพจนชราน่าขอบใจ
สิ่งเล็กเล็กที่อยู่ในร่างกายนี้

(สิ่งเล็ก ๆ)

เสนอเสร็จ อ่านเสร็จ ก็ขอขอบพระคุณกวีทุกท่านมาดังนี้เทอญ

ชมัยภร บางคมบาง
ชมัยภร บางคมบาง

ชมัยภร บางคมบาง (แสงกระจ่าง) หรือ ไพลิน รุ้งรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปีพุทธศักราช 2557 เกิดเมื่อปี 2493 เริ่มงานเขียนครั้งแรกด้วยบทกวีและเรื่องสั้นเมื่อครั้งยังเรียนชั้นมัธยม เริ่มงานวิจารณ์ครั้งแรกเมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ และวิทยากรเผยแพร่ความรู้ด้านการเขียน

Articles: 15