“เยียวยาอดีต” ถ้าไม่มีบาดแผลฝังใจ จะได้อะไรจากเรื่องนี้

บทความได้รับคัดเลือกจากโครงการ “ก่อการอ่าน – เขียน” ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา

❓คนที่ไม่ได้มีบาดแผลฝังใจจากความทุกข์ยากหรือแตกสลาย จะได้อะไรจากเรื่องนี้❓

ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องราวของ “บาทหลวงไมเคิล แลปสีย์” มาก่อน แต่คำโปรยหนังสือ “เยียวยาอดีต: การเดินทางของข้าพเจ้า จากนักสู้กู้เสรีภาพสู่ผู้เยียวยา” ที่เจอในอินเตอร์เน็ต ทำให้อยากรู้เรื่องราวของท่าน

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของบาทหลวงไมเคิล แลปสีย์ นักบวชชาวนิวซีแลนด์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านระบอบการเหยียดสีผิวในแอฟริกาใต้ จนถูกลอบสังหารด้วยจดหมายระเบิด ท่านรอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องเสียมือทั้งสองข้างและนัยน์ตาอีกข้างหนึ่ง ท่านเยียวยาบาดแผลทางใจด้วยความหวังและศรัทธาที่มั่นคงต่อพระผู้เป็นเจ้าจนฟื้นคืนชีวิตใหม่และก้าวสู่เส้นทางการเยียวยาผู้คนทั้งในแอฟริกาใต้และประชาชนผู้มีบาดแผลทางใจทั่วโลก

ทันทีที่ฉันอ่านปกหน้า ปกหลัง คำนิยม และคำนำจบลง ก็รู้สึกว่าเรื่องราวของท่านยิ่งใหญ่อย่างที่หลายคนยกย่อง ท่านต้องเจอกับความรุนแรงทางการเมืองเกือบเอาชีวิตไม่รอดและผ่านมันไปได้ จนตั้งสถาบันเยียวยาความทรงจำเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ ให้ผู้ที่ต้องเจอเหตุการณ์ความรุนแรง หรือพบกับความโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อกันจนเกิดบาดแผลในใจ ได้มีพลัง ความหวัง และศรัทธา ในการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างงดงาม

“แล้วคนที่ไม่ได้มีบาดแผลฝังใจจากความทุกข์ยากหรือแตกสลายที่โหดร้ายระดับนั้น เป็นเพียงคนทั่วไปที่ต้องพบกับความทุกข์ยากประจำวัน สะสมความขุ่นข้องหมองใจ เก็บกดความโกรธแค้นเล็กๆ น้อยๆ ไว้ข้างในและระเบิดอารมณ์ร้ายๆ ใส่คนใกล้ตัวได้อย่างมากเพียงตะโกนเสียงดังหรือไม่ก็แอบไปร้องไห้บนเตียงยามค่ำคืน คนที่ไม่ได้ต้องการทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติ เพียงแต่ต้องการดูแลจิตใจเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข คนพวกนี้จะได้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง” ฉันสงสัยและหาคำตอบด้วยการอ่านเนื้อหา 400 กว่าหน้าที่เหลืออย่างไม่รีบร้อนนัก

น่าแปลกที่เรื่องราวการเยียวยาของบาทหลวงไมเคิลกับผู้คนที่มีบาดแผลฝังใจจากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งที่เป็นเหยื่อและผู้กระทำที่อาจจะเจ็บปวดกว่าเหยื่อหลายเท่า ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดไปด้วยทั้งที่เรื่องพวกนั้นไกลตัวฉันเสียจนแทบจะนึกภาพไม่ออก จริงอย่างที่ท่านบอกว่า ความเจ็บปวดเป็นตัวเชื่อมโยงคนเราไว้ด้วยกัน และเมื่อใดที่เรารับรู้และยอมรับความเจ็บปวดนั้นว่ามันเป็นเรื่องปกติ เป็นความรู้สึก เป็นอารมณ์ที่ทุกคนสามารถมีได้ นั่นเท่ากับว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่บันไดก้าวแรกของกระบวนการการเยียวยา

สถาบันเยียวยาความทรงจำของบาทหลวงไมเคิลมีหลักคิดว่า ทุกคนมีเรื่องราวที่ต้องการจะเล่าและจำเป็นต้องมีคนรับฟัง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ที่มีบาดแผลได้ซบไหล่ร้องไห้และเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองได้โดยไม่ถูกตัดสิน เมื่อนั้นเราจะเห็นพิษจากบาดแผลที่ทำลายตัวเราอยู่ เราก็จะปลดปล่อยและวางสิ่งเลวร้ายในอดีตได้เองด้วยความเต็มใจ

ฉันเล่าเรื่องความขุ่นเคืองใจบางอย่างให้หนังสือนี้ฟัง ราวกับว่ามันเป็นสถาบันเยียวยาความทรงจำสาขาย่อย แม้ว่าเรื่องที่ฉันเล่าออกไปจะไม่ใช่เรื่องโหดร้ายรุนแรงที่สร้างบาดแผลในใจ แต่การยอมรับมันได้ ก็ทำให้ฉันอยากขอโทษใครๆ อีกหลายคนขึ้นมาทันที

 จรรย์สรณ์  บัวภา

25 ก.ค. 66

Junsorn
Junsorn
Articles: 7